ว่าด้วยรัก..
ในการเดินทางของชีวิต นับจากอุบัติการณ์กำเนิด ค่อยๆเติบใหญ่ เรียนรู้ พบพาน-พลัดพราก คือสิ่งที่มนุษย์ทุกชีวิตต่างเผชิญ ท่ามกลางความไม่จีรัง และความผันแปร-เปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง
ระหว่างจุดเริ่มต้นกว่าจะถึงปลายทางชีวิต เราต่างเรียนรู้ ในการพบพาน พรากจาก รัก และ ปวดร้าว ท่ามกลางเรื่องราวระหว่างทาง บนถนนสายแห่งการดำรงอยู่
หาก “ความรัก” ประหนึ่งสายรุ้งงดงามแห่งชีวิต “ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก” คงเสมือนความมืดลับดับแสง และหาก รัก เปรียบปานดังรสหวาน ความเจ็บปวดร้าวราน คงเป็นดังรสขม
มีคำกล่าวไว้ว่า ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ แล้วทำไมเมื่อมีรักแล้วต้องมีทุกข์?
คำกล่าวนี้อาจเป็นได้ว่า ระหว่างเส้นทางชีวิต เมื่อพบพาน ย่อมมีพลัดพรากไป ไม่วันใดก็วันหนึ่ง อยู่ที่ว่าจะช้าหรือเร็ว ความปวดร้าวจากการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก นั้นคือความทุกข์โศกที่แฝงอยู่ในความรัก อันเป็นเรื่องสุดวิสัยของมนุษย์ภายใต้กฎแห่งความเป็นอนิจจัง เมื่อพบย่อมจักต้องพรากไป ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ซึ่งเป็นความธรรมดาของโลก
และ ความรัก นัยความหมายนี้ อาจเป็นรักที่เต็มไปด้วย ความยึดถือมั่น(อุปาทาน)ในตัวในตนเราเขาการครอบครองเป็นเจ้าข้าวเจ้าของชีวิต ผูกติดกันด้วยอำนาจแห่งโลภะ(โลภ) โมหะ(หลง)
มีคำกล่าวในเรื่อง ‘ความรัก’ ของท่าน ติช นัช ฮันห์ ภิกษุนิกายเซน ชาวเวียดนาม ได้แสดงทรรศนะ ในเนื้อหาบางตอนไว้ว่า
“รักแท้มีพลังในการเยียวยา และแปรเปลี่ยนสถานการณ์รอบ ๆ ตัวเรา นำพาความหมายอันล้ำลึกมาสู่ชีวิต ความรักที่ขาดความเข้าใจนั้นไม่ใช่ความรักที่แท้ เธอต้องมองลึกลงไปให้เห็นและเข้าใจถึงความต้องการ ความปรารถนา ตลอดจนความทุกข์ทรมานของคนที่เธอรัก เราทุกคนต่างก็ต้องการความรัก ความรักทำให้เราเบิกบานและดำรงอยู่อย่างมีสุข ก็เหมือน ๆ กับอากาศนั่นแหละ เราได้รับความรักจากอากาศ เราต่างต้องการอากาศบริสุทธิ์ ในความชื่นบาน เราได้รับความรักจากต้นไม้ เราต้องการต้นไม้เพื่อจะได้มีสุขภาวะที่ดี ทว่าการจะได้รับความรักนั้น เราจะต้องรู้จักรัก ซึ่งหมายถึงว่าเราต้องเข้าใจเสียก่อน ความรักของเราจึงจะสืบเนื่องต่อไปได้ ซึ่งจำเป็นจะต้องกระทำการหรือต้องงดเว้นไม่กระทำบางอย่าง เพื่อปกป้อง อากาศ ต้นไม้ และคนรักของเรา”
“เราทุกคนล้วนมีเมล็ดพันธุ์ของความรักอยู่ในตัว และสามารถพัฒนาพลังอันน่าอัศจรรย์นี้ บ่มเพาะความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ชนิดที่ไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทน หากเราเข้าใจใครสักคนดีพอแล้ว ถึงคน ๆ นั้นจะทำร้ายเรา เราก็จะยังคงรักคนผู้นั้นอยู่”
ในฐานะที่พระพรหมทรงเป็นดังเทพแห่งความรัก หนทางที่จะเข้าถึงหัวใจแห่งรักจึงมีครรลองของหลักแห่งพรหมวิหารอยู่ อันเป็นคำสอนในพุทธศาสนา เรื่องพรมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
วิหารก็คือที่สถิต หรือสถานพำนัก พรหมวิหารจึงหมายถึง องค์ประกอบทั้งสี่ประการของความรักที่แท้ ในการหยั่งรากงอกงามขึ้นในตัวคน กระทั่งแผ่ครอบคลุมโลกทั้งมวลไว้
เมตตา-ปรารถนาดี ในการหยิบยื่นไมตรีจิต ความดีงาม แด่ผู้อื่น
กรุณา-ปรารถนาดี ในการถอดถอนความเจ็บปวดและความทุกข์โศก ของผู้อื่น
มุทิตา-มีจิตใจชื่นชมยินดี ในความดีงาม ของสรรพสิ่ง
อุเบกขา-การวางใจเป็นกลาง ด้วยสภาวะแห่งความเข้าใจ
ท่านนาคารชุน พุทธเมธีในสมัยศตวรรษที่สอง กล่าวไว้ว่า การฝึกจิตให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตา จะช่วยกำจัดความโกรธเกรี้ยวในจิตใจเรา
การฝึกจิตให้เต็มเปี่ยมไปด้วยความกรุณาจะช่วยขจัดความทุกข์โศก ความว้าวุ่นในใจ
การฝึกจิตให้เปี่ยมไปด้วยมุทิตาจะช่วยเยียวยาปัดเป่าความเศร้าหมองและความเย็นชาในใจ
การฝึกจิตให้เปี่ยมไปด้วยอุเบกขา จะช่วยขจัดความเกลียดชัง โทสะ และความยึดมั่นถือมั่นในจิตใจของสรรพสัตว์
หากรักแท้ ดำรงอยู่และงอกงามได้ในจิตใจคน คงเยียวยารักษาหัวใจอันแห้งผากของมนุษย์ได้ มิใช่น้อย หากรักแท้ แตกใบหยั่งราก คงสามารถช่วยบรรเทาเบาบาง ความทุกข์โศกจากความปวดร้าว การแก่งแย่ง เอารัดเอาเปรียบ ละโมบ ประโลมใจผู้หิวโหย ส่งพลังดีงามแด่ผู้อ่อนล้า และ หากรักแท้ เติบใหญ่ ด้วยหวังว่าโลกใบนี้จะสงบงาม-สันติ ก่อเกิดภารดรภาพ สันติภาพ ฉายฉานมาจากหัวใจของผู้คน
....แม้นโลกใบนี้ ยังมิอาจสันติ สงบ อย่างน้อยจิตใจผู้มีเมตตาธรรมในรักแท้ จักพบศานติ ภายใน...หัวใจตนเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น